Thursday, 3 September 2026
POLITICS NEWS

ครม.อนุมัติสร้างทางคู่ใต้!! เตรียมเสนอ ครม.สัญจรสงขลา 1 ก.ย. 3 เส้นทาง รถไฟทางคู่สายใต้ระยะ 2 รวมระยะทาง 504 กม. ใช้งบกว่า 1 แสนล้าน คาดเปิดประมูลปี 69 เริ่มก่อสร้างปี 70

เสนอ ครม.อนุมัติสร้างรถไฟทางคู่สายใต้ 3 เส้นทาง

เปิดเส้นทางรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 ที่รัฐบาลเตรียมชง ครม.สัญจรสงขลา 1 ก.ย. 69 นี้ 3 เส้นทาง ต่อจากช่วงนครปฐม-ชุมพร ที่เปิดใช้แล้ว ระยะทางรวม 504 กม. วงเงินรวม 106,797 ล้านบาท

สำหรับ 3 เส้นทางสายใต้ที่พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ รมว.คมนาคม จะเสนอขออนุมัติต่อที่ประชุม ครม.สัญจร หาดใหญ่ เป็นส่วนต่อขยายจากชุมพรลงไปทางใต้ ประกอบด้วย

1. ชุมพร - สุราษฎร์ธานี
ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท
2. สุราษฎร์ธานี - ชุมทางหาดใหญ่ ระยะทาง 291 กม. วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท อันเป็นช่วงที่ยาวที่สุด เชื่อมภาคใต้ตอนกลางลงไปตอนล่าง
3. ชุมทางหาดใหญ่ - ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท เป็นช่วงสุดท้ายเชื่อมชายแดนไทย-มาเลเซีย

ถ้า ครม.อนุมัติ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท. ) จะเปิดประมูลภายในปี 2569 เริ่มสร้างกลางปี 2570 ใช้เวลาสร้าง 4-6 ปี ทยอยเสร็จปี 2574-2576

‘รัดเกล้า’ ดันภาษี 0% รถดัดแปลงเพื่อวีลแชร์!! หนุนผู้พิการ–ผู้สูงอายุเดินทางเท่าเทียม รถเพื่อคนพิการยังแบกภาษีสูง 25–40% จี้คลัง–คมนาคมเร่งแก้กฎหมายล้าหลัง หนุนเศรษฐกิจ Wellness ไทยเติบโต

“รัดเกล้า” จี้รัฐยกเว้นภาษีรถดัดแปลงเพื่อผู้พิการ-สูงอายุ หนุนเศรษฐกิจ Wellness ชี้กฎหมายรถยนต์ปี 2522 ล้าหลัง จ้องจับคนดัดแปลง ขณะที่อินฟลูเอนเซอร์ผู้พิการขอบคุณ เป็นปากเสียงให้ประชาชน

(27 ส.ค. 69) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ หารือถึงปัญหาภาษีและกฎหมายเกี่ยวกับรถยนต์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ โดยระบุว่า จากการพูดคุยกับ นายกฤษนะ ละไล และเครือข่ายชมรมอารยสถาปัตย์ พบว่า ปัจจุบันรถยนต์ที่นำมาดัดแปลงเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้พิการและผู้สูงอายุ ยังคงถูกจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราสูงถึง 25–40%

ยกตัวอย่าง รถตู้ราคา 1.8 ล้านบาท เมื่อนำมาติดตั้งอุปกรณ์ดัดแปลง เช่น ลิฟต์หรือทางลาดสำหรับวีลแชร์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2 แสนบาท ทำให้ต้นทุนรวมอยู่ที่ราว 2 ล้านบาท แต่กลับต้องเสียภาษีสูงถึงประมาณ 880,000 บาท ส่งผลให้รถสำหรับการเดินทางของผู้พิการและผู้สูงอายุมีต้นทุนสูงเกินความจำเป็น และกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการและการเดินทางอย่างเท่าเทียม

นางรัดเกล้า กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “รถคนพิการ” แต่เป็นเรื่องของ โครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับสังคมสูงวัย และการสร้างระบบเศรษฐกิจ Wellness ของประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง และกลุ่มนักท่องเที่ยว Wellness ยังมีการใช้จ่ายต่อทริปสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป จึงจำเป็นต้องทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ทุกคนสามารถเดินทางและเข้าถึงบริการต่างๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ

นางรัดเกล้าเสนอผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรไปยังรัฐบาล กระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม ให้เร่งดำเนินการ 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่

1. ปฏิรูปอัตราภาษีสรรพสามิต สำหรับรถยนต์ที่ดัดแปลงเพื่อรองรับผู้พิการและผู้สูงอายุ โดยเสนอให้ลดอัตราภาษีลงเหลือ 0% เพื่อไม่ให้การดัดแปลงรถเพื่อการเข้าถึงกลายเป็นภาระทางภาษี

2. แก้ไข พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการดัดแปลงรถที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมปัจจุบัน จนผู้ที่นำรถไปดัดแปลงเพื่อให้ผู้พิการสามารถใช้งานได้ อาจถูกตีความว่าใช้รถไม่ตรงตามประเภทและมีความผิดตามกฎหมาย

“กฎหมายต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างสังคมที่ทุกคนเดินทางได้ หากรถคันหนึ่งถูกดัดแปลงเพื่อให้ผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือผู้พักฟื้นสามารถเดินทางได้อย่างมีศักดิ์ศรี รัฐควรส่งเสริม ไม่ใช่เพิ่มภาษีและเพิ่มข้อจำกัด” นางรัดเกล้า กล่าว

ทั้งนี้ ภายหลังการอภิปราย กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ผู้พิการและเครือข่ายอารยสถาปัตย์ได้ออกมาแสดงความขอบคุณต่อนางรัดเกล้า ที่นำปัญหาของผู้พิการ ผู้ใช้วีลแชร์ ผู้สูงอายุ และผู้พักฟื้นสุขภาพเข้าสู่สภา โดย “กฤษนะ ทัวร์ยกล้อ” และเครือข่ายทูตอารยสถาปัตย์ ระบุว่า นางรัดเกล้าเป็นปากเสียงให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำและผลักดันการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All) และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ขณะเดียวกัน เพจ “เข็นแม่เที่ยว” ได้โพสต์ข้อความชื่นชมว่า “คุณเนเน่ ทำให้เข้าใจคำว่าผู้แทนประชาชนอย่างแท้จริง”

เสียงสะท้อนเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือในสภา ไม่ใช่เพียงเรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่คือการทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่ “ทุกคนเดินทางได้ ทุกคนมีโอกาส และทุกคนมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจ”

“หากรัฐบาลเร่งแก้ไขกฎหมายทั้งสองเรื่องนี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้อย่างมาก โดยไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินให้เป็นภาระงบประมาณ เพราะการลงทุนเพื่อให้คนเดินทางได้ คือการลงทุนเพื่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน” นางรัดเกล้า กล่าว

กกต. เอาผิดผู้สมัคร สว.!! ฟันอาญา 1,767 ราย ไม่มีสิทธิสมัคร โทษหนักคุก 10 ปี ปรับ 2 แสน ตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปีรุนแรง ส่งเรื่องดำเนินคดีทันทีท้องถิ่น

ด่วน! กกต.เอาจริง สั่งดำเนินคดีอาญา 1,767 ผู้สมัคร สว. ไม่มีสิทธิ์แต่ยังมาสมัคร

กกต.มีมติฟันอาญา 1,767 ผู้สมัคร สว. ไม่มีสิทธิแต่ยังมาสมัคร โทษหนักคุก 10 ปี ปรับ 2 แสน ตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกข่าวประชาสัมพันธ์ เลขที่ 418/2569 แจ้งมติคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ไม่มีสิทธิสมัคร จำนวน 1,767 ราย ตามมาตรา 74 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561

กกต.ระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลและเอกสารประกอบการสมัคร พบผู้สมัครบางรายขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย แต่ยังได้ยื่นสมัครรับเลือก จึงเสนอเรื่องให้ กกต.พิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย
โดยในการประชุม กกต. ครั้งที่ 46/2569 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 มีมติให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร สว. จำนวน 1,605 คน และในการประชุมครั้งที่ 51/2569 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 มีมติให้ดำเนินคดีเพิ่มเติมอีก 162 คน รวมทั้งสิ้น 1,767 คน

สำหรับมาตรา 74 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กำหนดว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกไม่ว่าเพราะเหตุใด ได้สมัครรับเลือก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้นั้นคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าวให้แก่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาด้วย
ภายหลังมีมติดังกล่าว สำนักงาน กกต. ได้ส่งเรื่องให้สำนักกฎหมายและคดีดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนส่งให้สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดดำเนินการตามขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป

จากคำวินิจฉัยศาลสู่สนามสภา!! ศาลชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ฝ่ายค้านตั้ง 4 คำถามใหญ่เขย่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน วิกฤตจริงหรือแค่เร่งกู้เกินจำเป็น หนี้สาธารณะพุ่งสูงกระทบเสถียรภาพ

กรณ์ จาติกวณิช  ได้โพสต์ลงเฟสบุ๊ค

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยมติ 7 ต่อ 2 ว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

แต่นั่นเป็นเพียงคำตอบในทางกฎหมายครับ

หน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้มีไว้ดูแค่ว่า “ออกได้หรือไม่” แต่คือการพิจารณาว่า “ควรออกหรือไม่” เพราะ พ.ร.ก. ถูกออกแบบมาให้ใช้เฉพาะกรณีจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น หากใช้พร่ำเพรื่อจะกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลัง และขาดการตรวจสอบเมื่อเทียบกับกระบวนการงบประมาณปกติ

วันนี้ในสภาฯ ผมได้ตั้ง 4 คำถามสำคัญต่อ พ.ร.ก. ฉบับนี้

1. เศรษฐกิจไทยอยู่ในวิกฤตระดับที่กระทบความมั่นคงของประเทศจริงหรือไม่?

เงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญระบุชัดว่าต้องจำเป็นเร่งด่วนและกระทบความมั่นคง เหมือนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 แฮมเบอร์เกอร์ปี 51 หรือโควิดปี 63–64 ซึ่งตอนนั้นไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ครั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้รับฟังผู้เชี่ยวชาญภายนอก 6 ท่าน ซึ่งทั้ง 6 ท่านเห็นตรงกันว่าไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก. เพราะเศรษฐกิจยังเติบโตได้ แม้จะในระดับต่ำ และยังไม่ใช่วิกฤตความมั่นคง

2. แผนการใช้เงินตอบโจทย์ปัญหาของประชาชนหรือไม่?

ปัญหาหลักของประเทศตอนนี้คือ เศรษฐกิจโตช้า (ไตรมาส 2 โต 1.9%) ขาดดุลการค้าและบัญชีเดินสะพัด ค่าครองชีพสูง และรายได้ที่แท้จริงของประชาชนลดลง (ค่าแรงเทียบเงินเฟ้อครึ่งปีแรกติดลบเกือบ 3%) เงินกู้ก้อนนี้ไม่ได้ทำให้รายได้ประชาชนสูงขึ้น ไม่ได้ทำให้ของถูกลง การกู้มาแจกกระตุ้นได้เพียงชั่ววูบ แต่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้

3. มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบกู้จริงหรือ?

โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องใช้เวลายาวนานหลายปี เช่น โซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน ตั้งเป้า 500,000–1,000,000 หลัง แต่ปีที่แล้วทำได้ 100,000 หลัง ปีนี้คาดว่าได้ 140,000 หลัง ต่อให้ปีหน้าทำได้ 200,000 หลัง ก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี แต่เงื่อนไข พ.ร.ก. ต้องกู้ให้เสร็จภายใน 30 กันยายน 2570 (เหลือเวลาเพียง 1 ปีเศษ) กรอบเวลาไม่สอดคล้องกันอย่างสิ้นเชิง การรีบกู้เงินมากองไว้ก่อนความพร้อม มีแต่จะสร้างภาระดอกเบี้ยให้ประเทศโดยไม่จำเป็น

4. กระทบความมั่นคงทางการคลังและภาระหนี้อย่างไร?

ปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ 67% ของ GDP หากรวมกู้ชดเชยขาดดุลปี 69 ที่เหลือ บวกขาดดุลปี 70 อีก 800,000 ล้านบาท และบวก พ.ร.ก. นี้อีก 400,000 ล้านบาท ภายใน 1 ปี หนี้จะเพิ่มขึ้น 1.8–1.9 ล้านล้านบาท (ราว 10% ของ GDP) ซึ่งจะดันหนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังทันที ผลคือกระทบงบประมาณปี 71 รัฐบาลจะไม่มีวงเงินกู้เหลือสำหรับการลงทุน 20% ตามกฎหมาย และประเทศจะหมดพื้นที่ทางการคลังหากเกิดวิกฤตจริงในอนาคต

คำตอบของ 4 คำถามข้างต้นชัดเจนครับว่า พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาทฉบับนี้ ไม่ใช่คำตอบ และอาจจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

ผม และพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่สามารถเห็นด้วย กับ พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาทฉบับนี้

รูปภาพ : กรุงเทพธุรกิจ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1617719903049898&id=100044357112719&post_id=100044357112719_1617719903049898&rdid=VWEMqc8pfg0tsOw7#

เปิด 5 การบ้านใหญ่รัฐบาล ‘อนุทิน’!! ปมร้อนฝ่ายค้านจ่อถล่มรัฐบาล ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจเริ่ม 25 ส.ค. โจทย์ใหญ่ รัฐบาลต้องทำการบ้าน เรื่องฮั้ว ส.ว. ทุจริตและปัญหาความมั่นคง

เปิดการบ้าน 5 ข้อ รับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ โจทย์ใหญ่ฝ่ายรัฐบาล

25 สิงหาคมนี้จะเป็นวันเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ แน่นอนว่า ฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาชนเตรียมลากรัฐบาลขึ้นเขียง ต้องติดตามญัตติจะเขียนอย่างไร อภิปรายเป็นรายบุคคล หรือทั้งคณะ

เพื่อเป็นโจทย์เป็นการบ้านให้รัฐบาล #นายหัวไทร ขอเปิด 5 ปมร้อน ฝ่ายค้านจ่อถล่ม ช่วงเปิดสภาสมัยประชุมสามัญ

ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ฝ่ายรัฐบาลต้องทำการบ้านอย่างหนัก ก่อนเปิดสภาสมัยประชุมสามัญครั้งใหม่ เพราะประเด็นที่จะถูกฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบ ไม่ได้มีเพียงเรื่องการเมือง แต่ครอบคลุมตั้งแต่คดีฮั้ว ส.ว. การทุจริต ความมั่นคง เศรษฐกิจ ไปจนถึงปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติด

ประเด็นแรก คือปัญหาทางการเมือง โดยเฉพาะคดีฮั้ว ส.ว. หรือการทุจริตในการเลือก ส.ว. ซึ่งฝ่ายค้านอาจพุ่งเป้าไปยังบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง และปัจจุบันเข้ามาดำรงตำแหน่งในรัฐบาล แม้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลโดยตรง แต่เมื่อบุคคลที่ถูกกล่าวหายังอยู่ในฝ่ายบริหาร ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงการถูกตั้งคำถามทางการเมือง

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ ที่ดินเขากระโดง ซึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง และมีข้อมูลจากการลงพื้นที่ที่อาจถูกนำมาใช้ในการอภิปราย รวมถึงประเด็นการใช้อำนาจรัฐในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีแชตไลน์ที่ถูกนำมาเผยแพร่และถูกตั้งข้อกล่าวหาว่า มีการช่วยเหลือฝ่ายการเมืองสีน้ำเงิน

ประเด็นที่สอง คือปัญหาการทุจริต โดยเฉพาะกรณีการสอบบรรจุข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีข้อกล่าวหาถึงการเข้ามาเกี่ยวข้องของฝ่ายการเมือง ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลพยายามจำกัดปัญหาให้เป็นเรื่องของข้าราชการประจำ ประเด็นนี้จึงอาจถูกฝ่ายค้านไล่ถามถึงความรับผิดชอบของฝ่ายการเมือง

รวมถึงปม “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” ที่ยังเป็นคำถามของสังคมว่า ใครเป็นผู้เกี่ยวข้อง และเหตุใดจนถึงขณะนี้จึงยังไม่สามารถเปิดตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังได้อย่างชัดเจน ตลอดจนโครงการ AI Passport ที่ถูกตั้งคำถามทั้งเรื่องเงื่อนไขการประมูล ความคุ้มค่า และความโปร่งใสของโครงการ

ประเด็นที่สาม คือปัญหาความมั่นคง ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งจุดอ่อนของรัฐบาล โดยเฉพาะการไม่มีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ขณะที่สถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังมีปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะกรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิด ซึ่งฝ่ายค้านอาจตั้งคำถามถึงท่าทีของรัฐบาลในการปกป้องอธิปไตย และการดำเนินการทั้งในเวทีระหว่างประเทศ อาเซียน และสหประชาชาติ

ยังรวมถึงปัญหาการสวมสิทธิ์คนไทย ปัญหาจีนเทา และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

ประเด็นที่สี่ คือเศรษฐกิจ โดยฝ่ายค้านน่าจะตรวจสอบการกู้เงินตาม พ.ร.ก. จำนวน 4 แสนล้านบาท รวมถึงโครงการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังมีผู้ถูกตัดสิทธิ์จำนวนมากและยังมีปัญหาการอุทธรณ์

ตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ตลอดจนข้อกังวลเรื่องเพดานหนี้และวินัยการเงินการคลัง ก็อาจถูกนำมาใช้ตั้งคำถามว่า รัฐบาลมีมาตรการรับมืออย่างไร

ขณะเดียวกัน โครงการขนาดใหญ่ทั้ง ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) แลนด์บริดจ์ การขยายพื้นที่ EEC ไปยังปราจีนบุรี และการฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา รวมถึงปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ล้วนเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านสามารถเชื่อมโยงไปถึงประสิทธิภาพการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลได้

ประเด็นสุดท้าย คือปัญหาสังคมและอาชญากรรม ตั้งแต่ปัญหาอาวุธปืน ยาเสพติด ไปจนถึงกลุ่มผู้มีอิทธิพลและเหตุยิงกันที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่

เหตุการณ์รุนแรงหลายคดีที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกรณีลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ คดีฆาตกรรม “ไอ้ป๋อง” เหตุยิงกันในสถานศึกษา ตลอดจนเหตุยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี ล้วนสามารถถูกนำมาใช้ตั้งคำถามต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยและการปราบปรามอาชญากรรมของรัฐบาล

ทั้งหมดจึงเป็น 5 การบ้านใหญ่ของฝ่ายรัฐบาล ที่ต้องเตรียมคำตอบให้พร้อมก่อนเข้าสู่สนามอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เพราะแม้หลายปัญหาจะไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดปัจจุบัน แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศแล้ว คำถามสำคัญย่อมหนีไม่พ้นว่า รัฐบาลแก้ปัญหาเหล่านี้ไปถึงไหน และเหตุใดหลายปัญหาจึงยังคงอยู่

ศึกอภิปรายครั้งนี้จึงอาจไม่ได้วัดกันเพียงว่า ฝ่ายค้านมีหมัดเด็ดแค่ไหน แต่ยังวัดกันด้วยว่า ฝ่ายรัฐบาลจะมีคำตอบที่หนักแน่นพอจะรับมือกับหมัดเหล่านั้นหรือไม่

ก่อนเปิดสภา งานนี้ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต้องทำการบ้านกันให้หนัก เพราะเวทีสภาครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงการอภิปรายรัฐบาล แต่เป็นการวัด “ผลงานและความรับผิดชอบ” ของรัฐบาลอนุทิน ต่อปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศ

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ‘นิพนธ์’!! พิพากษายกฟ้องปมจ่ายค่ารถซ่อม ศาลชี้ไม่มีเจตนากลั้นแกล้ง เน้นประโยชน์ราชการเป็นหลัก คดีไม่มีพยานหลักฐานชัดเจน

เปิดคำพิพากษาฉบับเต็มยกฟ้อง 'นิพนธ์ บุญญามณี' คดีไม่เบิกจ่ายค่ารถซ่อมทาง

"...จำเลยจึงเกรงว่าจะมีประเด็นอย่างนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มีความผิดกรณีจัดซื้อรถดับเพลิง ก่อนที่จำเลยจะสั่งให้ทดสอบระบบต่าง ๆ ของรถดังกล่าว จำเลยได้เรียกหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ และปลัด อบจ.สงขลา มาปรึกษาหารือ การที่จำเลยสั่งให้มีการตรวจรับและทดสอบระบบซ้ำอีกครั้ง จึงกระทำไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ มิใช่เป็นการตรวจรับซ้ำ จึงไม่ได้เป็นกระทำตามอำเภอใจ และไม่ได้มีเจตนาประวิงเวลาให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ได้รับความเสียหาย..."

ตามที่เคยรายงานไปแล้วว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง (ศาลชั้นต้น) มีคำพิพากษาลงวันที่ 28 กันยายน 2566 ลงโทษจำคุก นายนิพนธ์ บุญญามณี จำเลย มีกำหนด 9 ปี และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนดเวลา 5 ปี ในคดีกล่าวหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ไม่ลงนามอนุมัติจ่ายเงินค่าซื้อรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ ชนิด 10 ล้อ จำนวน 2 คัน เป็นเงิน 50,850,000 บาท แก่บริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ผู้ชนะการประมูล

ล่าสุด ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง นายนิพนธ์ บุญญามณี จำเลย พ้นข้อกล่าวหาทั้งหมด

ทำเพื่อประโยชน์ราชการ-ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง'นิพนธ์'ไม่เบิกจ่ายรถ อบจ.สงขลา

ผู้สื่อข่าวเรียบเรียงรายละเอียดคำพิพากษาคดีนี้มารายงานให้สาธารณชนรับทราบโดยทั่วกัน มีรายละเอียด ดังนี้

คดีหมายเลขดำที่ อท 840/2567 คดีหมายเลขแดงที่ 17098/2569
ศาลอุทธรณ์ วันที่ 25 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569
ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โจทก์
นายนิพนธ์ บุญญามณี จำเลย
เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

โจทก์ฟ้อง 'นิพนธ์' ละเว้นจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทาง 50.8 ล้านบาท

โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เป็นเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจหน้าที่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 อบจ.สงขลา ทำสัญญาซื้อขายรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ ชนิด 10 ล้อ จำนวน 2 คัน จากบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ตามสัญญาซื้อขาย เลขที่ 22/2556 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2556

ต่อมาวันที่ 3 ตุลาคม 2556 บริษัทผู้ขายส่งมอบของ และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุตรวจรับของในวันที่ 9 ตุลาคม 2556 เห็นว่ามีปริมาณและคุณภาพถูกต้องครบถ้วน จำเลยเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำเลยละเว้นไม่ลงนามในหนังสือโอนทะเบียนรถ และละเว้นไม่อนุมัติจ่ายเงินค่ารถจำนวน 2 คัน เป็นเงิน 50,850,000 บาท แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด โดยอ้างว่า บริษัทไทย วินเนอร์ ทรัสต์ จำกัด ได้มีหนังสือร้องเรียนว่ามีการกำหนดคุณลักษณะของรถเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งและมีการสมยอมในการเสนอราคา ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 9 ปี และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกำหนด 5 ปี

จำเลยอุทธรณ์
ปัญหาต้องวินิจฉัย 2 ประเด็นหลัก
ศาลกำหนดปัญหาที่ต้องวินิจฉัย 2 ประเด็น

1.โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่อ้างว่า โจทก์ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ยื่นฟ้องคดีนี้หลังจากพ้นกำหนดระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่คณะกรรมการร่วมฝ่ายอัยการสูงสุดและฝ่ายโจทก์หาข้อยุติไม่ได้ ส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดี

อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า กำหนดระยะเวลา 90 วันดังกล่าว เป็นเพียงขั้นตอนเร่งรัดภายในเพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการฟ้องคดีโดยเร็วเท่านั้น ไม่ใช่อายุความในการฟ้องคดีอาญาแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลภายในกำหนดอายุความตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงยังคงมีอำนาจฟ้องคดีอย่างถูกต้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

2.จำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า นอกจากจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาในประเด็นที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาแล้ว จำเลยยังได้อุทธรณ์ในประเด็นอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาข้อนี้ซึ่งศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งบัญญัติว่า 'ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิด เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต' ความผิดตามบทมาตราดังกล่าว ผู้กระทำความผิดนอกจากมีเจตนาธรรมดาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 แล้ว ยังต้องมีเจตนาพิเศษ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดด้วย

ดังนั้น จึงต้องค้นหาเจตนาของจำเลยเสียก่อนว่า จำเลยมีเจตนากลั่นแกล้งไม่อนุมัติจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด หรือไม่

สั่งทดสอบระบบเพื่อรักษาประโยชน์ราชการ-เกรงซ้ำรอยคดีรถดับเพลิง กทม.

จากบันทึกคำให้การของจำเลยและที่จำเลยเบิกความตอบศาลว่า จำเลยไม่เคยรู้จักบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด มาก่อน และการจัดซื้อจัดจ้างรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันเกิดขึ้นก่อนที่จำเลยมาดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา จำเลยจึงไม่มีส่วนในการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ดังกล่าว หรือการแต่งตั้งคณะกรรมการคณะต่างๆ ในการทำหน้าที่ตรวจสัญญาหรือตรวจรับพัสดุสิ่งของ การรับมอบพัสดุ การเบิกจ่ายตามสัญญาจัดซื้อจัดจ้างรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคัน และรถทั้งสองคันไม่ใช่รถที่ประกอบสำเร็จรูปจากโรงงาน แต่มีการนำชิ้นส่วนจากหลายแห่งมาประกอบเข้าด้วยกัน เมื่อตรวจดูใบตรวจรับพัสดุก็พบว่ามีเพียงแผ่นเดียว โดยไม่มีรายละเอียดของคณะกรรมการว่าได้มีทดสอบระบบต่างๆ ทางด้านเทคนิคว่าสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่

จำเลยจึงเกรงว่าจะมีประเด็นอย่างนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มีความผิดกรณีจัดซื้อรถดับเพลิง ก่อนที่จำเลยจะสั่งให้ทดสอบระบบต่าง ๆ ของรถดังกล่าว จำเลยได้เรียกหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ และปลัด อบจ.สงขลา มาปรึกษาหารือ การที่จำเลยสั่งให้มีการตรวจรับและทดสอบระบบซ้ำอีกครั้ง จึงกระทำไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ มิใช่เป็นการตรวจรับซ้ำ จึงไม่ได้เป็นกระทำตามอำเภอใจ และไม่ได้มีเจตนาประวิงเวลาให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ได้รับความเสียหาย

คณะกรรมการสอบสวนพบการทำเอกสารเท็จและสมยอมราคาจริง

ต่อมาภายหลัง เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 หลังจากบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ได้รายงานผลการสอบข้อเท็จจริงว่า การประมูลซื้อรถทั้งสองคันไม่เป็นไปตามคุณลักษณะเฉพาะตามที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลากำหนด และมีการทำเอกสารเท็จและสมยอมกันในการเสนอราคา ดังนั้น ที่จำเลยสั่งการให้ทดสอบระบบของรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ

เอกชนไม่เคยโต้แย้งว่าคำสั่งทดสอบระบบผิดระเบียบ

นอกจากนี้หลังจากที่ได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนรถทั้งสองคันให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาแล้ว บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ไม่เคยโต้แย้งคำสั่งของจำเลยว่าการทดสอบระบบรถทั้งสองคันดังกล่าวผิดระเบียบ คำสั่งของจำเลยให้ทดสอบรถทั้งสองคันจึงไม่เป็นการปฏิบัติผิดระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 64 (4) และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 ข้อ 64 จำเลยจึงไม่มีเจตนาประวิงให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ไม่สามารถจดทะเบียนรถทั้งสองคันให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาและไม่สามารถรับเงินค่ารถทั้งสองคัน

มีปัญหาต่อมาในข้อนี้ว่า ภายหลังบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด จดทะเบียนรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาแล้ว แต่จำเลยไม่อนุมัติฎีกาเบิกจ่ายค่าซื้อรถทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด เป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหายและทำให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาไม่อาจใช้รถดังกล่าวได้ตามวัตถุประสงค์ในการจัดซื้อหรือไม่

เห็นว่า การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุต้องดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หากจำเลยอนุมัติจ่ายเงินไปโดยยังไม่ถูกต้องครบถ้วน จำเลยจะต้องรับผิดชอบทางวินัย อาญา และความรับผิดทางละเมิด การที่จำเลยยังไม่อนุมัติจ่ายเงินค่าพัสดุเพราะต้องรอให้การดำเนินคดีตามข้อร้องเรียนว่ามีการฮั้วประมูลเสร็จสิ้นก่อน จึงถือเป็นการปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติของกระทรวงมหาดไทยแล้ว
.
และเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกับปัญหาว่า หัวหน้าหน่วยงานคลังหรือเจ้าหน้าที่การเงินที่ได้รับมอบหมายเสนอฎีกาให้จำเลยอนุมัติจ่ายเงินค่ารถทั้งสองคันให้แก่บริษัท ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2547 ข้อ 64 หรือไม่

ไม่มีฎีกาเบิกจ่ายเงินเสนอให้อนุมัติ ย่อมไม่อาจอนุมัติจ่ายเงินได้

เห็นว่า ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 กำหนดว่า การอนุมัติจ่ายเงินจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีฎีกาเบิกจ่ายเงินที่หัวหน้าหน่วยงานคลังหรือเจ้าหน้าที่การเงินเสนอขึ้นมาเพื่ออนุมัติ

แต่ข้อเท็จจริงกลับฟังได้ว่า ไม่มีฎีกาของหัวหน้าหน่วยงานคลังหรือเจ้าหน้าที่การเงินที่ได้รับมอบหมาย เสนอให้จำเลยอนุมัติจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ดังนั้น เมื่อไม่มีฎีกาเสนอจำเลยเพื่ออนุมัติจ่ายเงินค่ารถทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด จำเลยจึงไม่อาจอนุมัติจ่ายเงินค่ารถทั้งสองคันให้แก่บริษัทได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งโดยไม่อนุมัติจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ตามฟ้องโจทก์

พยานหลักฐานเรียกรับเงิน 'ส่วนต่างร้อยละ 10' ขัดแย้งกันเอง ไม่มีน้ำหนักรับฟัง-ยกฟ้อง

สำหรับข้ออ้างของพยานโจทก์ ที่กล่าวหาว่าเลขานุการและบุคคลใกล้ชิดของจำเลยเรียกรับเงินค่าดำเนินการร้อยละ 10 เป็นเงิน 5,000,000 บาท เพื่อแลกกับการลงนามจ่ายเงินนั้น

เห็นว่า คำให้ถ้อยคำของพยานโจทก์มีความสับสน ขัดแย้งในเรื่องวันเวลา อีกทั้งคำฟ้องของโจทก์ก็ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยหรือบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างร่วมกันกระทำความผิดในการเรียกเงินดังกล่าวแต่อย่างใด พยานหลักฐานในส่วนนี้จึงไม่สามารถรับฟังได้ สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นอื่น ๆ ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

‘เรวัช’ ลุยหาเสียง!! วางบทบาทแบบณัฐวุฒิ ไม่เป็น สส. ไม่รับเก้าอี้ เปรยเลือกตั้งหน้าอาจขึ้นเวทีช่วยหาเสียง ขอเลือกพรรคที่ฝากอนาคตประเทศได้ ย้ำต้องหาทางช่วยประเทศ

วันนี้ (19 ส.ค.) พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีต ผบช.ปส.กล่าวว่า ตนไม่เล่นการเมืองไม่รับตำแหน่ง แต่วันนี้นอนคิดทั้งวันว่าจะหาทางช่วยเหลือ ประคับประคองประเทศไทยได้อย่างไร ตนคิดว่าเลือกตั้งสมัยหน้า จะเปิดตัวเป็นผู้ช่วยหาเสียง ให้กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ที่เห็นว่าพอจะฝากผีฝากไข้ให้กับประเทศได้ ทำตัวเหมือน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ไม่ลงสมัคร หรือรับตำแหน่งอะไร ถ้าหากพรรคนั้นได้เป็นรัฐบาล ตนไม่รับตำแหน่งขอไปอยู่ป่าอยู่เขาเหมือนเดิม

อีกประมาณ 3 ปีกว่า จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ตอนนั้นตนจะอายุ 74 ปี ยังพอมีเรี่ยวมีแรงอยู่ ครั้งที่แล้วปฏิเสธทุกพรรคที่ชักชวนไป เป็นคนมีพรรคพวกเยอะ ต้องมั่นใจว่าไปช่วยพรรคนี้หาเสียงแล้วจะได้เสียง สส.เยอะ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ถ้าไปหาเสียงเต็มที่ขึ้นเวทีทั่วประเทศได้ไม่เกิน 10 เสียง ไร้ประโยชน์เหนื่อยเปล่า จำเป็นต้องเลือกหัวเลือกก้อยแล้ว ตอนนี้มีอยู่ 5 พรรค คือ พรรคน้ำเงิน พรรคแดง พรรคส้ม พรรคเขียว พรรคฟ้า เป็นพรรคใหญ่ แต่ถ้าเขาไม่เชิญก็ไม่ไปอาสา

"คิดอยู่นะ วันนี้คิดอยู่นะครับ คิดอยู่ว่าจะต้องทำ ใคร่ควรแล้ว ยังไม่รู้จะไปช่วยพรรคไหนหาเสียง ไปเปิดเวทีใหญ่ๆ ก็จะขึ้นเวทีไปพูดหาเสียงให้ เป็นโฆษกให้" อดีต ผบช.ปส.กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.เรวัช ยื่นคำขาดมาตลอดว่า ไม่คิดลงเล่นการเมือง และไม่รับตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น ต่อมามีประเด็นเรื่อง นายเล่าต๋า แสนลี่ อายุ 86 ปี ราชายาเสพติด ที่ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่รับโทษจริงแค่ 8 ปี 3 เดือน สร้างความไม่พอใจให้กับ พล.ต.ท.เรวัช อย่างมากในฐานะคนทำคดี โดยตั้งข้อสงสัยทำไมติดคุกน้อยเกินไป ทั้งที่เป็นตัวการใหญ่ระดับประเทศ และการไปจับไม่ใช่เรื่องง่าย อยากให้ราชทัณฑ์แก้หลักเกณฑ์ คดียาเสพติดไม่มีสิทธิ์ได้รับอภัยโทษ

ที่มา : https://mgronline.com/crime/detail/9690000081447?fbclid=IwdGRjcATxxm1jbGNrBPHGW3Bkb2YBZXh0bgNhZW0CMTEAc3J0YwZhcHBfaWQMMzUwNjg1NTMxNzI4AAEeqjCyuuWQo8YsJ7SDFa7HDWtojzqzQXwErC9LpnGEs9PhL5_raKjIIy_GCXY_aem_VVuZcYWXkXaf80eDxxeA9g

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ!! ยกฟ้อง “นิพนธ์ บุญญามณี” คดีไม่จ่ายเงินค่ารถ ชี้ใช้อำนาจตรวจสอบ เพื่อประโยชน์ราชการ ไม่พบเจตนากลั่นแกล้งเอกชน ชี้พยานหลักฐานยังไม่พอเอาผิด

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้อง “นิพนธ์ บุญญามณี” คดีไม่จ่ายเงินค่ารถ ชี้ใช้อำนาจตรวจสอบเพื่อประโยชน์ราชการ ไม่พบเจตนากลั่นแกล้งเอกชน

วันนี้ (18 สิงหาคม 2569) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) เป็นจำเลย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีไม่อนุมัติเบิกจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ จำนวน 2 คัน วงเงินกว่า 50 ล้านบาท ให้แก่บริษัทคู่สัญญา โดยศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องนายนิพนธ์ หลังเห็นว่าพยานหลักฐานยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อกลั่นแกล้งให้บริษัทคู่สัญญาได้รับความเสียหาย

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นสำคัญว่า การที่นายนิพนธ์สั่งให้มีการตรวจสอบและทดสอบรถทั้ง 2 คันเพิ่มเติม เป็นการดำเนินการในฐานะนายก อบจ.สงขลา ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลและสั่งการเพื่อรักษาประโยชน์ของทางราชการ โดยเฉพาะเมื่อการจัดซื้อรถทั้ง 2 คันมีวงเงินสูงกว่า 50 ล้านบาท แต่ มีใบตรวจรับเพียงแผ่นเดียว จึงมีเหตุอันควรที่จะต้องตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงและความถูกต้องก่อนดำเนินการต่อไป

ศาลเห็นว่า การสั่งให้ตรวจสอบดังกล่าวมิใช่การใช้อำนาจไปยกเลิกผลการตรวจรับโดยพลการ แต่เป็นการสั่งการในฐานะหัวหน้าส่วนราชการท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ารถที่จัดซื้อมาสามารถใช้งานได้ตรงตามคุณลักษณะและวัตถุประสงค์ของทางราชการ จึงมีอำนาจสั่งให้มีการทดสอบระบบของรถทั้ง 2 คันได้

นอกจากนี้ ก่อนมีการสั่งทดสอบรถ นายนิพนธ์ยังได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลและชี้แจงข้อเท็จจริงก่อน พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นข้อประกอบที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้ดำเนินการโดยมีเจตนากลั่นแกล้งบริษัทคู่สัญญา แต่เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนตัดสินใจในฐานะผู้บริหาร

ศาลยังพิจารณาลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับการทดสอบรถ โดยปรากฏว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556 จำเลยได้ลงนามให้บริษัทนำรถมาทดสอบระบบ แต่บริษัทมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว และต่อมามีหนังสือแจ้งว่าจะนำรถเข้าทดสอบในวันที่ 7 มกราคม 2557 ดังนั้น ความล่าช้าที่เกิดขึ้นในการนำรถเข้าทดสอบจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเกิดจากการประวิงเวลาของจำเลย

อีกทั้ง บริษัทคู่สัญญามิได้โต้แย้งว่าการสั่งให้ทดสอบรถเป็นการกระทำที่ผิดระเบียบในขณะนั้น ศาลจึงเห็นว่าการสั่งตรวจสอบและทดสอบรถของจำเลยยังอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ และเป็นการดำเนินการโดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ

นายลิขิต ซึ่งเป็นพยานโจทก์และผู้เชี่ยวชาญจากกรมบัญชีกลาง ได้ให้การต่อศาลในสาระสำคัญว่า จำเลยสามารถสั่งให้มีการทดสอบรถได้ หากเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ทางราชการ อีกทั้งเมื่อมีประเด็นร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง การเบิกจ่ายเงินในช่วงดังกล่าวย่อมไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ เนื่องจากหากมีการเบิกจ่ายทั้งที่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลของกระบวนการจัดซื้อ ก็อาจทำให้ผู้อนุมัติเบิกจ่ายถูกพิจารณาได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือสมรู้ร่วมคิดกับผู้กระทำความผิด

ศาลอุทธรณ์ยังวินิจฉัยถึงขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินว่า ไม่ปรากฏว่ามีการเสนอ “ฎีกาเบิกจ่าย” ต่อจำเลยตามขั้นตอนของระเบียบกระทรวงมหาดไทย โดยฝ่ายพัสดุมีเพียงบันทึกข้อความแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตรวจสอบและทดสอบรถ แต่ไม่ได้มีฎีกาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบเสนอให้นายก อบจ.สงขลาอนุมัติเบิกจ่ายเงินแก่บริษัท

ตามระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเบิกจ่ายจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนและมีเอกสารฎีกาที่ถูกต้อง ดังนั้น เมื่อยังไม่มีฎีกาเสนอให้จำเลยอนุมัติเบิกจ่ายเงิน จำเลยจึงยังไม่อาจสั่งเบิกจ่ายเงินได้ และหากใช้บันทึกข้อความหรือเอกสารอื่นแทนฎีกาเพื่ออนุมัติจ่ายเงิน ก็อาจเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามระเบียบและก่อให้เกิดความรับผิดแก่ผู้อนุมัติเอง

ในส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อ ศาลพิจารณาว่า ภายหลังมีหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ การเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ และข้อสงสัยเรื่องการสมยอมหรือฮั้วประมูล จนฝ่ายนิติการเสนอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลามีหนังสือให้ อบจ.สงขลา ตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีการกระทำผิดให้ดำเนินการทั้งทางแพ่งและทางอาญา

เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่การเรียกเจ้าหน้าที่มาสอบถาม การสั่งทดสอบรถ การตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อ ตลอดจนข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่มีฎีกาเสนอให้จำเลยอนุมัติเบิกจ่ายเงินตามขั้นตอน ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยจงใจใช้อำนาจหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อกลั่นแกล้งบริษัทคู่สัญญา

การกระทำของนายนิพนธ์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องนายนิพนธ์ บุญญามณี

ชิงเก้าอี้นายกฯ อบจ.นนท์!! จัดเลือกตั้งใหม่ 20 ก.ย. จับตา 4 ผู้สมัครเด่น หลังเหตุยิงนายกฯ อบจ.เสียชีวิต วัดกำลังการเมืองท้องถิ่นนนทบุรี

จับตาใครจะลงชิงเก้าอี้นายกฯอบจ.นนท์ หลังสิ้นนายกฯเด เปิด 4 คาดิเดต

นายกฯ อบจ.นนทบุรี ต้องเลือกตั้งใหม่ หลัง “ฉลอง เรี่ยวแรง” ยิง “พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ” นายกฯอบจ.เสียชีวิต

ภายหลังเกิดเหตุ ฉลอง เรี่ยวแรง ก่อเหตุยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี จนเสียชีวิต ทำให้ตำแหน่งนายก อบจ.นนทบุรี ว่างลง และต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามกฎหมาย

ล่าสุด กกต.นนทบุรี กำหนดวันเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี ใหม่แล้ว เป็นวันที่ 20 กันยายนโดยมีผู้ที่ถูกจับตาว่าอาจลงสมัครชิงตำแหน่ง ประกอบด้วย

อุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อดีตผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี 7 สมัย

ดิเรก ถึงฝั่ง อดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดนนทบุรี อดีตผู้ว่าฯหลายจังหวัด

จำลอง ขำลา อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี

นางสาวพรรษพร เย็นประเสริฐ บุตรสาวของอดีตนายก อบจ.นนทบุรี

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงน่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะไม่ใช่เพียงการเลือกผู้บริหาร อบจ.คนใหม่ แต่ยังเป็นการวัดกำลังทางการเมืองของแต่ละกลุ่มในพื้นที่นนทบุรี หลังการสูญเสียผู้นำท้องถิ่นจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญดังกล่าว

‘บิ๊กโอ’ งานเข้า กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ!! ชงตัดสิทธิ์สมัคร–เดินหน้าคดีอาญา พบลักษณะต้องห้ามตั้งแต่ปี 42 ร้องฟ้องอาญาเพิ่มหลายกรรม อาจเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งนครศรีฯ

มติ กกต.ชงศาลรัฐธรรมนูญ ปม “บิ๊กโอ-ก้องเกียรติ” อ่วมรู้ทั้งรู้มีลักษณะต้องห้าม แต่ยังลงสมัคร สส.นครศรีฯ ชงตัดสิทธิ์-ฟ้องอาญา

13 สิงหาคม 2569 กกต.เปิดคำวินิจฉัยกรณี นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ (บิ๊กโอ)ผู้สมัครและผู้ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 พรรคกล้าธรรม ในการเลือกตั้งซ่อมเมื่อปี 2568 หลังพบประวัติถูกศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีพิพากษาถึงที่สุดในคดีลักทรัพย์

กกต.มีมติให้ยื่นคำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายก้องเกียรติ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 54 พร้อมดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 151 ประกอบมาตรา 42 (12) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

จุดสำคัญของเรื่องอยู่ตรงนี้…คดีลักทรัพย์ดังกล่าว ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีคำพิพากษาถึงที่สุดตั้งแต่ปี 2542 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ ก่อนลดโทษเหลือจำคุก 6 เดือนและปรับ พร้อมรอการลงโทษจำคุก 2 ปี

ปัญหาคือประวัติคดีดังกล่าวทำให้นายก้องเกียรติเข้าข่ายมี ลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ตามรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. มาตรา 42 (12)

แต่ในการสมัครรับเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 นายก้องเกียรติได้ลงลายมือชื่อรับรองว่า ตัวเองมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม

ตรงนี้แหละที่ กกต.มองว่าเรื่องไม่ได้หยุดอยู่แค่ “สมัครทั้งที่ขาดคุณสมบัติ”

แต่มี หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า เจ้าตัวรู้อยู่แล้วว่าตัวเองมีลักษณะต้องห้าม แต่ยังลงสมัครรับเลือกตั้ง

จึงเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. มาตรา 151 ประกอบมาตรา 42 (12) และยังถูกมองว่าอาจเข้าข่าย แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 อีกข้อหาหนึ่ง

และที่หนักกว่านั้นคือ กกต.วินิจฉัยว่า การเลือกตั้ง สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนายก้องเกียรติ ซึ่งเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

เรื่องนี้จึงเดินไปถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว
จากเดิมที่เป็นเพียงคำถามเรื่อง “คุณสมบัติผู้สมัคร” วันนี้กลายเป็นเรื่องที่อาจกระทบทั้ง สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สถานะทางการเมือง และคดีอาญา

แต่ทั้งหมดนี้ยังต้องรอศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาด

กกต.ไม่ได้แค่บอกว่า “สมัครไม่ได้” แต่กำลังบอกว่า “รู้อยู่แล้วว่าสมัครไม่ได้ แต่ยังสมัคร”

และนี่คือประเด็นที่ทำให้คดีของ “ก้องเกียรติ” หนักขึ้นอีกหลายระดับ

จับตากันต่อว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องหรือไม่ และสุดท้ายจะวินิจฉัยอย่างไร

เกมนี้ยังไม่จบ แต่เริ่มเข้าสู่สนามที่เดิมพันสูงกว่าเดิมแล้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top